Friday, 16 January 2026 | 4 : 27 pm
Friday, 16 January 2026
4 : 27 pm

“อนุทิน” สั่ง “คมนาคม” ยกเลิก 2 สัญญา อิตาเลียนไทย พร้อมขึ้นบัญชีดำ เซ่นเครนถล่มโคราช-พระราม2

นายกฯ อนุทิน สั่ง คมนาคม ยกเลิก 2 สัญญา อิตาเลียนไทย พร้อมขึ้นบัญชีดำ หลังเกิดเหตุเครนถล่มถนนพระราม 2 และเครนถล่มทับรถไฟ จ.นครราชสีมา

วันที่ 15 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมแก้ปัญหาเครนถล่มที่จ. นครราชสีมาและที่ถนนพระราม 2  ว่า วันนี้ได้ประชุมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้ข้อสรุปว่าให้กระทรวงคมนาคมไปบอกเลิกสัญญายกเลิกผู้รับจ้าง และดำเนินคดีตามข้อกฎหมายทั้งหมด 

โดยให้กระทรวงคมนาคมไปดำเนินการเตรียมเหตุสำหรับยกเลิกสัญญา ซึ่งมีข้อกำหนดอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดกระทรวงคมนาคมจะรับไปดำเนินการต่อ ส่วนเหตุที่ยกเลิกสัญญา เพราะไม่ต้องการให้ 2 โครงการนี้เป็นอันตรายต่อไป  ขณะที่การขึ้นบัญชีดำ ซึ่งจะเป็นการสืบเนื่องจากการบอกเลิกสัญญา ที่ทางอัยการสูงสุดและสำนักงานคณะกรรมการกฤฎีกาได้ให้คำแนะนำมา เพื่อสร้างความมั่นใจต่อภาพลักษณ์ของประเทศ 

เมื่อถามว่าจะยกเลิกสัญญาไปถึงโครงการอื่นที่บริษัทนี้รับจ้างอยู่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เบื้องต้นเอาวันนี้ก่อน ถ้าจะไปดูเรื่องของอนาคตที่ประชุมวันนี้ก็จะไม่ได้ผลออกมา ยิ่งไปบอกให้แก้กฎหมายยิ่งไม่ต้องเพราะวันนี้ไม่มีสภาฯ ต้องรอรัฐบาลหน้า 

เมื่อถามอีกว่า 2 กรณีที่เกิดขึ้นจะหมายรวมถึงการก่อสร้างตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่ถล่มลงมาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า กรณีก่อสร้างตึก สตง. ผู้บริหารเขารับโทษไปแล้ว และที่ตนพูดถึงเรื่องตึกสตง.ในที่ประชุม เพราะเห็นว่าวันนี้ตึกหายไปแล้ว ทำไมยังไม่ยกเลิกสัญญา จะไปส่งงวดงานที่ไหน ปรับแล้วหรือยัง เพราะสัญญาหมดไปตั้งแต่เดือน ส.ค.68 ตรงนี้หากจะปรับๆกี่วัน ในเมื่อมันไม่มีตึกแล้ว ตรงนี้ก็ต้องดำเนินการต่อจะปล่อยลอยๆไปไม่ได้ เชื่อว่าตรงนี้ทางสตง.ต้องดำเนินการให้มันเป็นไปตามระเบียบ และกรณีที่เกิดขึ้น 3-4 ครั้งโดยผู้รับเหมารายเดียว รัฐคงต้องดำเนินการเพราะไม่สบายใจให้ผู้รับเหมาแบบนี้ทำงานให้กับรัฐต่อไป

ส่วนการจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยึดตามกฏหมายที่กำหนดไว้ ส่วนกรณีสมุดพกผู้รับเหมาที่เพิ่งมีการบังคับใช้นั้น อธิบดีกรมบัญชีกลางได้รายงานว่ากำลังออกเป็นระเบียบบังคับใช้อยู่น่าจะเสร็จราวสิ้นเดือน ม.ค.หรือต้นเดือน ก.พ.นี้ แต่อันนั้นเป็นเรื่องของโครงการในอนาคตไม่ได้บังคับใช้ย้อนหลัง โดยเรื่องสมุดพกนี้เริ่มโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรองนายกฯและรมว.คมนาคม ถือเป็นสิ่งที่ดีเพียงแต่มีขั้นตอนดำเนินการตราออกมาเป็นกฎกระทรวง และต้องมีระเบียบตามมาซึ่งกรมบัญชีกลางกำลังดำเนินการ

ส่วนกรณีที่มีการโจมตีพรรคภูมิใจไทย เรื่องการรับโครงการกับบริษัทจีน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เกี่ยวอะไร เมื่อถามว่า คิดว่าเป็นการทําขึ้นมาเพื่อโจมตีทางการเมืองโดยเฉพาะใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า แน่นอนอยู่แล้ว เพราะการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างอะไรก็แล้วแต่ ทําตามกฎระเบียบทุกอย่าง ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย แต่ทําโดยรัฐบาลไทย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางการเมือง 

“อย่าได้พยายามเสียเวลา ไม่อย่างนั้นก็พูดสาดโคลนกันไป สาดโคลนกันมา ระหว่างพรรคการเมือง ต้องการให้ประเทศไทยสงบไม่ใช่หรือ ถ้าคนการเมืองทะเลาะกันเอง ประชาประชาชนก็ไม่มีความพึงพอใจ “

ผู้สื่อข่าวถามเพิ่มเติมว่า ตกลงเรื่องของผู้ว่ารฟท.เป็นอย่างไร นายกฯกล่าวว่า ขณะนี้รองผู้ว่ารักษาการ เมื่อถามว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ จําเป็นจะต้องชะลอการหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ตนก็สั่งการทุกอย่าง ให้คนรับผิดชอบทุกอย่างชัดเจนหมดแล้ว ซึ่งการหาเสียงของตน ไม่ได้มีการกําหนดตาราง มีเวลาตนก็ไป ตนมีภารกิจ มีอะไรสําคัญก็ต้องเอาเรื่องงานของประเทศไว้ก่อน 

ด้านนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังประชุมหารือว่า ที่ประชุมมีการหารือ คือ 1.ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหายโดยเร่งด่วน 2.สิ่งที่รัฐบาลคำนึงถึงคือ ไม่ให้การคมนาคมไปภาคอีสานและภาคใต้ติดขัด ต้องให้มีสภาพคล่องไปให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบเศรษฐกิจมาก และ 3.การดำเนินการกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องว่าจะต้องรับผิดชอบในทางแพ่งหรือทางอาญา หรือทางปกครองอย่างไร โดยทั้งหมดนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลางหารือคณะกรรมการวินิจฉัยการจัดซื้อจัดจ้างว่าสามารถทำอะไรได้แค่ไหน อย่างไร

ส่วนจะมีความชัดเจนถึงคนที่จะรับผิดชอบหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินการอยู่แล้ว เป็นหลักกฎหมายปกติ เมื่อถามถึงเรื่องเงินเยียวยา นายปกรณ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีหลายหน่วย อย่างนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น นายกฯ ได้สั่งการให้กองทุนช่วยเหลือนักท่องเที่ยวไปดูแลตรงนั้นด้วย หรือในส่วนของคนไทยจะมีเรื่องของประกัน หรืออะไรต่างๆ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เข้ามาช่วยดู

“สิ่งที่นายกฯ กังวลมากคือ ความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งนายกฯสั่งการว่าจะทำอย่างไรในส่วนโครงการที่เกิดเหตุไปแล้ว นอกจากนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการจะทำอย่างไร จะมีมาตรการอย่างไร จะต้องหยุดไว้ก่อนหรือไม่ จะต้องตรวจสอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ทุกชิ้นหรือไม่ และกระบวนการในการบริหารสัญญา ซึ่งตอนนี้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้างมุ่งเน้นในเรื่องของการได้มาซึ่งตัวคู่สัญญา แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารสัญญาและการปฏิบัติตามสัญญาสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ประชาชนไม่ต้องประสบปัญหาแบบนี้อีกในอนาคต” 

เมื่อถามว่า มีการพูดถึงบริษัทที่จะต้องถูกแบล็กลิสต์หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่มีการพูดถึงชื่อของบริษัท แต่บอกว่าให้ไปดูข้อเท็จจริงว่าใครทำอะไร หากเกิดเหตุซ้ำ ๆ แบบนี้รับได้หรือไม่ และถ้ารับไม่ได้จะทำอย่างไรกับบริษัทเหล่านี้ ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้มันมีช่องทางของมันอยู่

Lastest