Saturday, 14 March 2026 | 3 : 38 am
Saturday, 14 March 2026
3 : 38 am

ครม.อนุมัติมอเตอร์เวย์M9 ช่วง “บางบัวทอง-บางปะอิน” เชื่อมวงแหวนรอบนอกกทม.ครบสมบูรณ์

คณะรัฐมนตรี อนุมติให้ ทล. ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน ใช้เงินกองทุนมอเตอร์เวย์และงบประมาณสมทบ 15,862 ล้าน ขนาด 6 ช่องจราจร ใช้เวลาสร้าง 6 ปี “กฤษฎีกา” ยันครม.รักษาการทำได้

วันที่ 6 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม) มีมติอนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินการก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน ในส่วนของงานโยธา วงเงินรวมทั้งสิ้น 15,862 ล้านบาท โดยใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและเงินงบประมาณสมทบ ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการฯ มีจุดเริ่มต้นต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง ซึ่งครม.ได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการฯ เพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ 1.ช่วงบางขุนเทียน – บางบัวทอง และ 2. ช่วงบางบัวทอง – บางปะอิน สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง ภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต

ลักษณะโครงการฯ ก่อสร้างปรับปรุงทางหลวงเดิมให้เป็นไปตามมาตรฐานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จึงไม่มีการเวนคืนที่ดินเพื่อดำเนินการ เป็นผิวทางคอนกรีต ขนาด 6 ช่องจราจร (ทิศทางละ 3 ช่องจราจร) มูลค่าโครงการ จำนวน 15,862 ล้านบาท (ประกอบด้วยค่าก่อสร้างงานโยธา ค่าจ้างที่ปรึกษาควบคุมงาน และเงินเผื่อเหลือเผื่อขาด) โดยใช้แหล่งเงินจากเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง จำนวน 8,739 ล้านบาท และเงินงบประมาณ จำนวน 7,123 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินโครงการรวม 6 ปี (ปี 2568 – 2573)

รูปแบบการลงทุน ภาครัฐลงทุนและดำเนินงานโครงการทั้งหมดโดยลงทุนก่อสร้างงานโยธา งานระบบและองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นผู้ดำเนินงานและบำรุงรักษาและจัดเก็บรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านทาง เนื่องจาก ทล. มีศักยภาพที่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเดิมที่มีอยู่ในการดำเนินงานและบำรุงรักษา (Operate & Maintenance : O&M) ทั้งด้านอัตรากำลังคน ความเชี่ยวชาญของบุคลากร อาคารสำนักงาน เครื่องมือ เครื่องจักร รวมทั้งวัสดุอุปกรณ์และระบบงานต่าง ๆ และ ทล. ได้พิจารณาเปรียบเทียบแนวทางการลงทุนและดำเนินงานโครงการฯ ดังกล่าว ทั้งรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และรูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินการเองทั้งหมด พบว่า รูปแบบภาครัฐลงทุนและดำเนินงานโครงการทั้งหมดเป็นแนวทางการลงทุนและดำเนินงานโครงการที่มีความเหมาะสมเนื่องจากเป็นแนวทางที่ภาครัฐจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการลงทุนและบริหารจัดการโครงการฯ ที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการให้เอกชนร่วมลงทุน

การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงิน/ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากผลการวิเคราะห์พบว่า โครงการฯ มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ โดยมีอัตราส่วนระหว่างมูลค่าปัจจุบันของประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เท่ากับ 1.52 มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 5,225.71 ล้านบาท และมีอัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 15.96 อย่างไรก็ดี จากการวิเคราะห์ทางด้านการเงินของโครงการฯ (FIRR) ตลอดระยะเวลา 30 ปี พบว่า โครงการฯ ไม่มีความคุ้มค่าทางการเงิน เนื่องจากมีอัตราผลตอบแทนทางการเงินของโครงการเท่ากับ ร้อยละ -1.84 ซึ่งต่ำกว่าอัตราต้นทุนทางการเงินของภาครัฐและไม่สามารถจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนได้

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) สำนักงบประมาณและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบด้วยแล้ว โดยมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ ซึ่งกระทรวงคมนาคมแจ้งว่าสามารถรับความเห็นไปดำเนินการได้ ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง โดยเห็นควรให้ ทล. รับความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการ เช่น ควบคุมฝุ่นละอองและการจัดการจราจรระหว่างการก่อสร้างให้เหมาะสม

โดยสำนักงานกฤษฎีกา เห็นว่า โครงการฯ เป็นโครงการ ที่ได้กำหนดไว้แล้วในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงมิได้เป็นกรณีที่ครม.กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อครม.ชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ครม.สามารถพิจารณาอนุมัติได้

Lastest